งานวิจัยคณิตศาสตร์
เอกสารที่เกี่ยวข้องกับแบบฝึก
ความหมายของแบบฝึก
พจนานุกรมฉบับราชบัณฑิตยสถาน 2525 ( 2525. 2526 : 483 ) ได้ให้ความหมายของแบบฝึกไว้ว่า แบบฝึกหมายถึง แบบตัวอย่าง ปัญหา หรือคำสั่ง ที่ตั้งขึ้นเพื่อให้นักเรียนฝึกตอบ
สุนันทา สุนทรประเสริฐ 2543 : 2 กล่าวว่า “เมื่อครูได้สอนเนื้อหา แนวคิด หรือหลักการเรื่องใดเรื่องหนึ่งให้กับนักเรียน และนักเรียนมีความรู้ความเข้าใจในเรื่องนั้นแล้ว ขั้นต่อไปครูจำเป็นต้องจัดกิจกรรมให้นักเรียนได้ฝึกฝน เพื่อให้เกิดความชำนาญ คล่องแคล่ว ถูกต้องแม่นยำ และรวดเร็ว หรือที่เรียกว่าฝึกฝนเพื่อให้เกิดทักษะ”
สำนักงานคณะกรรมการการประถมศึกษาแห่งชาติ ( 2543: 190 ) กล่าวว่า “แบบฝึกหัด เป็นสื่อการเรียนประเภทหนึ่งสำหรับให้นักเรียนฝึกปฏิบัติเพื่อให้เกิดความรู้ความเข้าใจและทักษะเพิ่มขึ้น ส่วนใหญ่หนังสือเรียนจะมีแบบฝึกหัดอยู่ท้ายบทเรียน แบบฝึกหัดส่วนใหญ่จะจัดทำในรูป
ของแบบฝึกหัด หรือชุดฝึกซึ่งนักเรียนจะฝึกหัดเรียนด้วยตนเอง และจัดทำเป็นชุดเน้นพัฒนา หรือเสริมทักษะเรื่องใดเรื่องหนึ่ง”
สุนันทา สุนทรประเสริฐ ( 2543 : 2 ) กล่าวว่า “ความสำคัญของแบบฝึก หรือแบบฝึกหัด พอสรุปได้ว่า แบบฝึกหรือแบบฝึกหัด คือสื่อการเรียนการสอนชนิดหนึ่ง ที่ใช้ฝึกทักษะให้กับผู้เรียน หลังจากเรียนจบเนื้อหาในช่วงหนึ่งๆ เพื่อฝึกฝนให้เกิดความรู้ความเข้าใจ รวมทั้งเกิดความชำนาญในเรื่องนั้นๆอย่างกว้างขวางมากขึ้น”
ชัยยงค์ พรหมวงศ์ ( 2537 : 490 ) กล่าวถึงความหมายของแบบฝึกปฏิบัติ สรุปได้ว่า แบบฝึกปฏิบัติ หมายถึง สิ่งที่นักเรียนต้องใช้ควบคู่ไปกับการเรียน มีลักษณะเป็นแบบฝึกที่ครอบคลุมกิจกรรมที่ผู้เรียนพึงกระทำจะแยกเป็นแต่ละหน่วย หรือรวมเป็นเล่มก็ได้
สราวดี เพ็งศรี* ( 2539 : 16 ) กล่าวถึงความหมายของแบบฝึกไว้ว่า แบบฝึก หมายถึง สิ่งที่สร้างขึ้นเพื่อเสริมสร้างทักษะให้แก่นักเรียน มีลักษณะเป็นแบบฝึกหัด ให้นักเรียนได้กระทำกิจกรรมโดยมีจุดมุ่งหมายเพื่อพัฒนาความสามารถของนักเรียนให้ดีขึ้น
ศศิธร สุทธิแพทย์ อ้างถึง ปรีชา ช้างขวัญยืน และคณะ ( 2539 : 16 ) กล่าวถึงความหมายของแบบฝึกปฏิบัติ สรุปได้ว่า แบบฝึกปฏิบัติ คือ หนังสือที่ผู้เรียนใช้ควบคู่ไปกับตำราเรียน หรืออาจจะใช้เป็นคู่มือสำหรับการศึกษาควบคู่ไปกับสื่ออื่นๆ ที่ทำหน้าที่แทนครูหรือตำรา
จากที่กล่าวมาข้างต้นพอสรุปได้ว่า แบบฝึก หมายถึง สื่อการสอนชนิดหนึ่งที่สร้างขึ้นเพื่อเป็นแนวทางในการฝึกทักษะให้แก่ผู้เรียน จะมีแบบฝึกหัดเป็นกิจกรรมให้นักเรียนได้ฝึกฝนและกิจกรรมควรมีรูปแบบที่หลากหลายดังนั้นแบบฝึกหัดจึงมีความสำคัญต่อผู้เรียนเป็นอย่างมากในการช่วยเสริมสร้างทักษะให้กับผู้เรียนได้เกิดการเรียนรู้และเข้าใจได้รวดเร็วขึ้น ชัดเจนขึ้น กว้างขวางขึ้น ทำให้การสอนของครูและการเรียนของนักเรียนประสบผลสำเร็จอย่างมีประสิทธิภาพ
ความสำคัญของแบบฝึก
ภาษาเป็นเรื่องทักษะ ซึ่งจำแนกได้ 2 ทาง คือ ทักษะการรับเข้า ได้แก่ การอ่านและการฟัง และทักษะการแสดงออก ได้แก่ การพูดและการเขียน ซึ่งครูจะต้องฝึกฝนหรือให้นักเรียนทำแบบฝึกหัดมาก ๆ เพราะการฝึกฝนหรือการทำแบบฝึกหัดเป็นสิ่งที่จำเป็นต่อการเรียนภาษา ( มังกร ชัยชนะดารา .2515 : 41 ) สิ่งที่จะช่วยพัฒนาทางภาษาดีขึ้น คือ การนำความรู้ที่ได้เรียนผ่านมาฝึกให้เกิดความเข้าใจกว้างขวางมากขึ้น โดยอาศัยแบบฝึกทักษะโดยตรง หัวใจของการสอนวิชาทักษะอยู่ที่การฝึก การฝึกอย่างถูกวิธีเท่านั้นที่ทำให้เกิดความชำนิชำนาญ คล่องแคล่ว ว่องไว ทักษะในด้านภาษาเป็นสิ่งจำเป็นต้องฝึกให้แก่เด็ก เพื่อให้เด็กมีความสามารถในการติดต่อสื่อความหมาย อันเป็นวัตถุประสงค์ของการสอนภาษา ( กมล ดิษฐามล.2539 :41 ) ในการฝึกทักษะจำเป็นต้องอาศัยแบบฝึกหัด เพื่อทบทวนความเข้าใจ และฝึกในเรื่องที่ได้เรียนไปแล้ว ครูส่วนมากจะใช้แบบฝึกหัดที่มีอยู่ในแบบเรียน ให้นักเรียนฝึกหัดหลังจากเรียนแล้วแต่หนังสือแบบฝึกหัดบางเล่มมีแบบฝึกหัดเพียงเล็กน้อย หรือไม่มีเลย จึงเป็นหน้าที่ของครูโดยตรงที่จะต้องสร้างแบบฝึกหัดให้เหมาะสมกับเรื่องที่สอน เพื่อให้นักเรียนเกิดทักษะและความเข้าใจมากขึ้น มีนักวิชาการได้กล่าวถึงประโยชน์ของแบบฝึกต่อการเรียนไว้ดังนี้
ประโยชน์ของแบบฝึก
แบบฝึกมีประโยชน์ต่อการเรียนวิชาทักษะมาก เพ็ตตี ( สุจริตา ศรีนวล 2538 : 62 ; อ้างอิงจาก Petty. 1963 : 469-472 ) ได้กล่าวไว้ดังนี้
1. เป็นส่วนเพิ่มหรือเสริมหนังสือเรียนในการเรียนทักษะ เป็นอุปกรณ์การสอนที่ช่วยลดภาระของครูได้มาก เพราะแบบฝึกเป็นสิ่งที่จัดทำขึ้นอย่างเป็นระบบระเบียบ
2. ช่วยเสริมทักษะทางการใช้ภาษา แบบฝึกเป็นเครื่องมือที่ช่วยให้เด็กได้ฝึกทักษะการใช้ภาษาให้ดีขึ้น แต่จะต้องอาศัยการส่งเสริมและความเอาใจใส่จากครูผู้สอนด้วย
3. ช่วยในเรื่องความแตกต่างระหว่างบุคคล เนื่องจากเด็กมีความสามารถทางภาษาแตกต่างกัน การให้เด็กทำแบบฝึกหัดที่เหมาะสมกับความสามารถของเขาจะช่วยให้เด็กประสบผลสำเร็จในด้านจิตใจมากขึ้น
4. แบบฝึกช่วยเสริมให้ทักษะทางภาษาคงทน โดยกระทำดังนี้
4.1 ฝึกทันทีหลังจากเด็กได้เรียนรู้ในเรื่องนั้นๆ
4.2 ฝึกซ้ำหลายๆ ครั้ง
4.3 เน้นเฉพาะเรื่องที่ต้องการฝึก
5. แบบฝึกที่ใช้จะเป็นเครื่องมือวัดผลการเรียนหลังจากจบบทเรียนในแต่ละครั้ง
6. แบบฝึกที่จัดทำขึ้นเป็นรูปเล่มเด็กสามารถเก็บรักษาไว้ใช้เป็นแนวทางเพื่อ ทบทวนด้วยตนเองได้ต่อไป
7. การให้เด็กทำแบบฝึก ช่วยให้ครูมองเห็นจุดเด่นหรือปัญหาต่างๆ ของเด็กได้ชัดเจน ซึ่งจะช่วยให้ครูดำเนินการปรับปรุงแก้ไขปัญหานั้นๆ ได้ทันท่วงที
8. แบบฝึกที่จัดขึ้นนอกเหนือจากที่มีอยู่ในหนังสือแบบเรียน จะช่วยให้เด็กได้ฝึกฝนอย่างเต็มที่
9. แบบฝึกที่จัดพิมพ์ไว้เรียบร้อยจะช่วยให้ครูประหยัดทั้งแรงงานและเวลาในการที่จะต้องเตรียมสร้างแบบฝึกอยู่เสมอ ในด้านผู้เรียนก็ไม่ต้องเสียเวลาลอกแบบฝึกจากตำราเรียนทำให้มีโอกาสได้ฝึกฝนทักษะต่างๆ มากขึ้น
10. แบบฝึกช่วยประหยัดค่าใช้จ่าย เพราะการจัดพิมพ์เป็นรูปเล่มที่แน่นอนย่อมลงทุนต่ำกว่าที่จะพิมพ์ลงในกระดาษไขทุกครั้ง ผู้เรียนสามารถบันทึกและมองเห็นความก้าวหน้าของตนเองได้อย่างมีระบบและเป็นระเบียบ
รัชนี ศรีไพรวรรณ ( 2517:189 ) กล่าวถึงประโยชน์ของแบบฝึกไว้ว่า
1. ทำให้เข้าใจบทเรียนดีขึ้น เพราะเป็นเครื่องมืออำนวยประโยชน์ในการ เรียนรู้
2. ทำให้ครูทราบความเข้าใจของนักเรียนที่มีต่อบทเรียน
3. ฝึกให้นักเรียนมีความเชื่อมั่นและสามารถประเมินผลของตนเองได้ฝึกให้เด็กทำงานตามลำพัง โดยมีความรับผิดชอบในงานที่ได้รับมอบหมาย
ยุพา ขนอมคราม ( 2522 : 18 ) กล่าวถึงประโยชน์ของแบบฝึกว่า เป็นส่วนช่วยเพิ่มเติมในการเรียนทักษะ เป็นอุปกรณ์การสอนที่ช่วยลดภาระของครูได้มาก เพราะแบบฝึกเป็นสิ่งที่ถูกจัดทำขึ้นอย่างมีระบบ ช่วยเสริมทักษะการใช้ภาษาให้ดียิ่งขึ้น แต่ต้องอาศัยความเอาใจใส่จากครูด้วย แบบฝึกช่วยในเรื่องความแตกต่างระหว่างบุคคล เหมาะกับความสามารถของเด็กจะทำให้เกิดผลดีทางด้านจิตใจ ช่วยเสริมทักษะทางภาษาให้คงทน เพราะเด็กฝึกทำซ้ำๆ หลายครั้งในเรื่องที่ตนบกพร่อง แบบฝึกยังใช้เป็นเครื่องมือวัดผลทางการเรียนหลังจากจบบทเรียนแล้ว ช่วยให้ครูเห็นปัญหาของเด็กได้อย่างชัดเจน ทำให้ครูได้แก้ปัญหาของเด็กได้ทันท่วงที ตัวเด็กก็สามารถเก็บแบบฝึกไว้ใช้เป็นเครื่องมือในการทบทวนความรู้ได้ นอกจากนี้แบบฝึกยังช่วยให้ครูและนักเรียนประหยัดเวลา แรงงาน และค่าใช้จ่ายในการฝึกฝนแต่ละครั้ง
วัญญา วิศาลาภรณ์ ( 2533 : 23 ) สรุปคุณประโยชน์ของแบบฝึกไว้ว่า เป็นเครื่องมือที่
ช่วยให้ครูทราบผลการเรียนของนักเรียนอย่างใกล้ชิด แบบฝึกเป็นเครื่องมือที่จำเป็นต่อการฝึกทักษะทางภาษาของนักเรียน เป็นประโยชน์สำหรับครูในการสอน ทำให้ทราบพัฒนาการทางทักษะทั้งสี่คือ ฟัง พูด อ่าน และเขียน โดยเฉพาะทักษะการเขียน ครูสามารถเห็นข้อบกพร่องในการใช้ภาษาของนักเรียน ซึ่งจะได้หาทางแก้ไขปรับปรุงได้ทันท่วงที ทำให้นักเรียนประสบผลสำเร็จในการเรียน
ลักษณะของแบบฝึกที่ดี
ในการสร้างแบบฝึกสำหรับเด็กมีองค์ประกอบหลายประการ ซึ่งนักการศึกษาหลายท่านได้ให้ข้อเสนอแนะ เกี่ยวกับลักษณะของแบบฝึกที่ดีไว้ ดังนี้
นิตยา ฤทธิโยธี. 2520.40 - 41 กล่าวถึงลักษณะของแบบฝึกไว้ว่า การเขียนแบบฝึกต้องแน่ใจในภาษาที่ใช้ให้เหมาะสมกับนักเรียนและสร้างโดยใช้หลักจิตวิทยาในการเร้าและตอบสนอง ดังนี้
1. ใช้แบบฝึกหลายๆ ชนิดเพื่อเร้าให้นักเรียนเกิดความสนใจ
2. แบบฝึกที่ทำขึ้นนั้นต้องให้นักเรียนสามารถแยกออกมาพิจารณาได้ว่าแต่ละแบบแต่
ละข้อต้องการให้ทำอะไร
3. ให้นักเรียนได้ฝึกการตอบแบบฝึกแต่ละชนิดแต่ละรูปแบบว่ามีวิธีการตอบอย่างไร
4. ให้นักเรียนได้มีโอกาสตอบสนองสิ่งเร้าดังกล่าวด้วยการแสดงออกทางความสามารถ
และความเข้าใจลงในแบบฝึก
5. นักเรียนได้นำสิ่งที่เรียนรู้จากการเรียนมาตอบในแบบฝึกให้ตรงเป้าหมายที่สุด
นิตยา ฤทธิโยธี ยังได้กล่าวว่า “ แบบฝึกที่ดีควรมีข้อแนะนำการใช้ที่ชัดเจน ควรให้มีการเลือกตอบทั้งแบบตอบจำกัดและแบบตอบอย่างเสรี คำสั่งหรือตัวอย่างที่ยกมานั้นไม่ควรยาวเกินไป และยากแก่การเข้าใจ ถ้าต้องการให้ศึกษาด้วยตนเอง แบบฝึกนั้นควรมีหลายรูปแบบ และมีความหมายแก่ผู้ทำ” และยังกล่าวว่าลักษณะของแบบฝึกที่ดี คือ
1. เกี่ยวข้องกับบทเรียนที่เรียนมาแล้ว
2. เหมาะสมกับระดับวัย หรือความสามารถของเด็ก
3. มีคำชี้แจงสั้น ๆ ที่ทำให้เด็กเข้าใจวิธีทำได้ง่าย
4. ใช้เวลาเหมาะสม คือไม่ใช้เวลานานหรือเร็วเกินไป
5. เป็นสิ่งที่น่าสนใจและท้าทายให้แสดงความสามารถ
ไพรัตน์ สุวรรณแสน ( จิรพา จันทะเวียง. 2542 : 43 ; อ้างอิงจากไพรัตน์ สุวรรณแสน.ม.ป.ป. ) กล่าวถึงลักษณะของแบบฝึกที่ดี ดังนี้
1. เกี่ยวข้องกับบทเรียนที่เรียนมาแล้ว
2. เหมาะสมกับระดับวัย หรือความสามารถของเด็ก
3. มีคำชี้แจงสั้นๆ ที่จะทำให้เด็กเข้าใจ คำชี้แจงหรือคำสั่งต้องกระทัดรัด
4. ใช้เวลาเหมาะสม คือไม่ใช้เวลานานหรือเร็วเกินไป
5. เป็นสิ่งที่น่าสนใจและท้าทายให้แสดงความสามารถ
วรสุดา บุญไวโรจน์ ( 2536:37 ) ( อ้างถึงใน สุนันทา สุนทรประเสริฐ2543 : 9-10 ) กล่าวแนะนำให้ผู้สร้างแบบฝึกได้ยึดลักษณะของแบบฝึกที่ดีไว้ดังนี้
1. แบบฝึกที่ดีควรชัดเจนทั้งคำสั่งและวิธีทำ ตัวอย่างแสดงวิธีทำไม่ควรยาวเกินไป เพราะจะทำให้เข้าใจยาก ควรปรับปรุงให้ง่ายเหมาะสมกับผู้เรียน
2. แบบฝึกหัดที่ดีควรมีความหมายต่อผู้เรียนและตรงตามจุดประสงค์ของการฝึก ลงทุนน้อย ใช้ได้นานทันสมัยอยู่เสมอ
3. ภาษาและภาพที่ใช้ในแบบฝึกหัดควรเหมาะสมกับวัยและพื้นฐานความรู้ของผู้เรียนแบบฝึกหัดที่ดีควรแยกฝึกเป็นเรื่องๆ แต่ละเรื่องไม่ควรยาวเกินไป แต่ควรมีกิจกรรมหลายรูปแบบ เพื่อเร้าให้นักเรียนเกิดความสนใจ ไม่เบื่อหน่ายในการทำ และเพื่อฝึกทักษะใดทักษะหนึ่งจนเกิดความชำนาญ
4. แบบฝึกหัดที่ดีควรมีทั้งแบบกำหนดคำตอบให้ ให้ตอบโดยเสรี การเลือกใช้คำข้อความหรือรูปภาพในแบบฝึกหัด ควรเป็นสิ่งที่คุ้นเคยตรงกับความในใจของนักเรียน เพื่อว่าแบบฝึกหัดที่สร้างขึ้น จะได้ก่อให้เกิดความเพลิดเพลินและพอใจแก่ผู้ใช้ ซึ่งตรงกับหลักการเรียนรู้ที่ว่าเด็กมักจะเรียนรู้ได้เร็ว ในการกระทำที่ก่อให้เกิดความพึงพอใจ
5. แบบฝึกหัดที่ดีควรเปิดโอกาสให้ผู้เรียนได้ศึกษาด้วยตนเอง รู้จักค้นคว้า รวบรวมสิ่งที่พบเห็นบ่อยๆ จะทำให้นักเรียนเข้าใจเรื่องนั้นๆมากยิ่งขึ้น และรู้จักนำความรู้ไปใช้ในชีวิตประจำวันได้อย่างถูกต้อง มีหลักเกณฑ์ และมองเห็นว่าสิ่งที่เขาได้ฝึกนั้นมีความหมายต่อเขาตลอดไป
6. แบบฝึกหัดที่ดีควรตอบสนองความแตกต่างระหว่างบุคคล ผู้เรียนแต่ละคนมีความแตกต่างกันในหลายๆด้าน เช่น ความต้องการ ความสนใจ ความพร้อม ระดับสติปัญญา ประสบการณ์ ฉะนั้นการทำแบบฝึกหัดแต่ละเรื่องควรจัดทำให้มากพอ มีทุกระดับตั้งแต่ง่ายปานกลาง จนถึงค่อนข้างยาก เพื่อให้ทั้งเด็กเก่ง ปานกลาง และอ่อน จะได้เลือกทำตามความสามารถ เพื่อให้เด็กทุกคนประสบความสำเร็จในการทำแบบฝึกหัด
7. แบบฝึกหัดที่ดีควรเร้าใจตั้งแต่ปกไปจนถึงหน้าสุดท้าย
8. แบบฝึกหัดที่ดีควรปรับปรุงควบคู่ไปกับหนังสือเรียน ควรใช้ได้ดีทั้งในและนอกห้องเรียน
9.แบบฝึกหัดที่ดีควรเป็นแบบฝึกหัดที่สามารถประเมิน และจำแนกความเจริญงอกงามของเด็กได้ด้วย
จากที่กล่าวมาข้างต้น แบบฝึกที่ดีควรมีหลายแบบหลายชนิดให้นักเรียนได้ทำ เพื่อไม่ให้นักเรียนเกิดความเบื่อหน่ายในการเรียน การใช้ถ้อยคำควรเลือกให้เหมาะสมกับวัยของนักเรียน นอกจากนี้ควรสร้างให้มีลักษณะยั่วยุ ท้าทายความรู้ความสามารถของนักเรียนเพื่อฝึกให้นักเรียนรู้จักแก้ปัญหาและก่อให้เกิดความคิดสร้างสรรค์อีกด้วย จากเอกสารที่เกี่ยวข้องกับแบบฝึกดังกล่าว สรุปได้ว่าแบบฝึกเป็นเครื่องมือที่จำเป็นต่อการฝึกทักษะทางภาษาของนักเรียน เป็นส่วนช่วยเพิ่มเติมในการเรียนทักษะ เป็นอุปกรณ์การสอนที่ช่วยลดภาระของครูได้มาก เพราะแบบฝึกเป็นสิ่งที่ถูกจัดทำขึ้นอย่างมีระบบ ช่วยเสริมทักษะการใช้ภาษาให้ดียิ่งขึ้น แต่ต้องอาศัยความเอาใจใส่จากครูด้วย แบบฝึกช่วยในเรื่องความแตกต่างระหว่างบุคคล เหมาะกับความสามารถของเด็กจะทำให้เกิดผลดีทางด้านจิตใจ ช่วยเสริมทักษะทางภาษาให้คงทน เพราะเด็กฝึกทำซ้ำๆ หลายครั้งในเรื่องที่ตนบกพร่อง แบบฝึกยังใช้เป็นเครื่องมือวัดผลทางการเรียนหลังจากจบบทเรียนแล้ว ช่วยให้ครูเห็นปัญหาของเด็กได้อย่างชัดเจน ทำให้ครูได้แก้ปัญหาของเด็กได้ทันท่วงที ตัวเด็กก็สามารถเก็บแบบฝึกไว้ใช้เป็นเครื่องมือในการทบทวนความรู้ได้ นอกจากนี้ แบบฝึกยังช่วยให้ครูและนักเรียนประหยัดเวลา แรงงาน และค่าใช้จ่ายในการฝึกฝนแต่ละครั้ง
หลักในการสร้างแบบฝึก
หลักการสร้างแบบฝึกเป็นสิ่งสำคัญ เพราะแบบฝึกที่ดีจะสามารถพัฒนาการเรียนรู้ได้ดีจึงจำเป็นต้องสร้างให้มีคุณภาพ ได้มีนักการศึกษาเสนอหลักการสร้างแบบฝึกไว้หลายท่านดังนี้
บัทส์ ( นิตยา ฤทธิโยธี 2530 : 40 ; อ้างอิงจาก Butts. ม.ป.ป. ) ได้สรุปหลักการสร้างแบบฝึกไว้ดังนี้
1. ก่อนสร้างแบบฝึกจำเป็นต้องกำหนดโครงร่างไว้ก่อนว่ามีวัตถุประสงค์อย่างไรจะเขียน
แบบฝึกเกี่ยวกับเรื่องอะไร
2. ศึกษาเอกสารและงานวิจัยที่เกี่ยวข้องกับเรื่องที่ทำ
3. เขียนวัตถุประสงค์เชิงพฤติกรรม
4. แจงวัตถุประสงค์เชิงพฤติกรรม เป็นกิจกรรมย่อยโดยคำนึงถึงความเหมาะสมของ
ผู้เรียน
5. กำหนดอุปกรณ์ที่จะใช้ในกิจกรรมแต่ละขั้นตอนให้เหมาะสม
6. กำหนดเวลาแต่ละขั้นตอนให้เหมาะสม
7. การประเมินผลอย่างไร
หลักในการสร้างแบบฝึกควรมีลักษณะดังต่อไปนี้
1. ตั้งวัตถุประสงค์
2. ศึกษาเกี่ยวกับเนื้อหา
3. ขั้นตอนในการสร้างแบบฝึก
3.1 ศึกษาปัญหาในการเรียนการสอน
3.2 ศึกษาจิตวิทยาเกี่ยวกับการเรียนการสอนและจิตวิทยาพัฒนาการ
3.3 ศึกษาเนื้อหาวิชา
3.4 ศึกษาลักษณะของแบบฝึก
3.5 วางโครงเรื่องและกำหนดรูปแบบของการฝึกให้ครบตามที่กำหนด
3.6 เลือกเนื้อหาต่างๆ ที่เหมาะสมมาบรรจุในแบบฝึกให้ครบตามที่กำหนดไว้


ลักษณะของแบบฝึกที่ดี
1. ต้องมีการฝึกนักเรียนมากพอสมควรในเรื่องหนึ่งๆ ก่อนที่จะมีการฝึกเรื่องอื่นๆ ต่อไปเนื่องจากแบบฝึกทำขั้นเพื่อการสอนมิใช่เพื่อการสอบ
2. แต่ละแบบฝึกควรใช้ประโยคเพียงรูปแบบเดียวเท่านั้น
3. ฝึกโครงสร้างใหม่ๆ กับสิ่งที่เรียนรู้มาแล้ว
4. ประโยคที่ใช้ฝึกควรเป็นประโยคสั้นๆ
5. คำศัพท์และประโยคควรเป็นแบบที่ใช้พูดกันในชีวิตประจำวัน
6. เป็นแบบฝึกที่ให้นักเรียนได้ใช้ความคิด
7. ควรมีแบบฝึกหลายๆ แบบเพื่อไม่ให้นักเรียนเกิดความเบื่อหน่าย
8. ควรฝึกให้นักเรียนสามารถนำสิ่งที่เรียนไปแล้วไปใช้ในชีวิตประจำวันได้
จากหลักการสร้างแบบฝึกที่กล่าวมาข้างต้น จะเห็นว่ามีวิธีการสร้างแบบฝึกหลายวิธี และสอดคล้องกันซึ่งผู้ศึกษานำไปใช้เป็นแนวทางในการสร้างแบบฝึก
องค์ประกอบของแบบฝึก
ในการสร้างแบบฝึกมีองค์ประกอบหลายประการ ซึ่งนักการศึกษาหลายท่านได้ให้ข้อเสนอแนะ เกี่ยวกับองค์ประกอบของแบบฝึกไว้ดังนี้
ฉลองชัย สุรวัฒนบูรณ์ (2528 : 130) ได้กล่าวว่า แบบฝึกควรมีองค์ประกอบดังนี้
1. คำชี้แจงการใช้คู่มือ
2. สาระที่เรียน ปัญหา หรือคำถาม แบบฝึกหัดและกิจกรรมที่ต้องการให้ผู้เรียนคิดและทำ
3. ที่ว่างสำหรับให้ผู้เรียนเขียนคำถาม
4. เฉลยคำตอบหรือแนวทางในการตอบ
5. คำแนะนำและแหล่งข้อมูลที่ผู้เรียนสามารถไปศึกษาค้นคว้าเพิ่มเติม
จากแนวคิดข้างต้น แบบฝึกควรมีองค์ประกอบดังนี้
1. คำชี้แจง
2. แบบฝึก
3. จุดประสงค์
4. เนื้อหา



หลักจิตวิทยาที่เกี่ยวกับการสร้างแบบฝึก
สุจริต เพียรชอบ ( 2536:65-73 ) กล่าวถึง การสร้างแบบฝึกว่า ต้องยึดตามทฤษฎีการเรียนรู้ทางจิตวิทยา ดังนี้
1. ความแตกต่างระหว่างบุคคล ( Individual Difference ) นักเรียนแต่ละคนมีความรู้ ความถนัด ความสามารถและความสนใจทางภาษาแตกต่างกัน ก่อนสอนควรมีการทดสอบความสามารถทางภาษาของเด็กก่อน เด็กที่มีความสามารถสูงก็ให้การสนับสนุนให้มีทักษะสูงขึ้น ส่วนเด็กคนใดมีทักษะต่ำ ก็พยายามสอนซ่อมเสริมให้เป็นพิเศษ
2. การเรียนรู้โดยการกระทำ ( Learning by Doing ) นักเรียนสามารถเรียนรู้ทักษะการเขียนได้คล่องแคล่วชำนาญ ก็เพราะมีประสบการณ์ตรงจากการลงมือฝึกกระทำด้วยตนเอง จึงมีโอกาสที่จะได้รับประโยชน์จากการเรียนรู้มากที่สุด
3. การเรียนรู้จากการฝึกฝน ( Law of Exercise ) การฝึกฝนเป็นกฎการเรียนรู้ของธอร์นไดค์ ( Thorndike ) ได้กล่าวไว้ว่า การเรียนรู้จะเกิดขึ้นได้ดีก็ต่อเมื่อได้ฝึกฝน หรือกระทำซ้ำ ผู้เรียนจะมีทักษะทางภาษาดี มีความรู้ความเข้าใจ และเกิดทัศนะคติที่ดี ถ้าผู้เรียนได้ฝึกฝน ได้ใช้ภาษามากเท่าใดก็จะช่วยให้มีทักษะดีมากขึ้นเท่านั้น
4. กฎแห่งผล ( Law of effect ) นักเรียนได้เรียนรู้แล้ว ย่อมต้องการทราบผลการเรียน
ของตนว่าเป็นอย่างไร เพราะฉะนั้นเมื่อมีงานให้นักเรียนทำ ครูควรรีบตรวจและคืนนักเรียนโดยเร็ว ผู้เรียนจะมีความพึงพอใจที่ได้รับผลการเรียน
5. กฎการใช้และไม่ได้ใช้ ( Law of Use and Disuse ) ภาษาเป็นวิชาทักษะต้องมีการฝึกฝนอยู่เสมอ จึงจะคล่องแคล่วและชำนาญ ถ้าเรียนแล้วไม่ได้ใช้นานๆ ก็ลืมหรือมีทักษะไม่ดีเท่าที่ควร
6. แรงจูงใจ ( Motivation ) เป็นสิ่งสำคัญมากเพราะเป็นสิ่งเร้าเพื่อจูงใจให้นักเรียนสนใจเรียน ตั้งใจฝึกฝน และมีทัศนคติที่ดีต่อการเรียน
ในการสร้างแบบฝึกหัดต้องอาศัยหลักสำคัญตามทฤษฎีการเรียนรู้ทางจิตวิทยาประกอบด้วย
1. ความใกล้ชิด ( Contiquition ) การใช้สิ่งเร้าและการตอบสนองที่เกิดขึ้นในเวลา
ใกล้เคียงกันจะสร้างความพอใจให้กับผู้เรียน
2. แบบฝึกหัด ( Practice ) คือการให้ผู้เรียนได้กระทำกิจกรรมที่ซ้ำๆ เพื่อช่วยในการสร้าง
ความแม่นยำชำนาญ
3. กฎแห่งผล ( Law of Effect ) คือการให้ผู้เรียนได้ทราบผลการทำงานของตนโดย
รวดเร็ว ซึ่งนอกจากจะกระทำให้ผู้เรียนได้ทราบว่าผลการทำงานของตนเองเป็นอย่างไร แล้วยังเป็นการสร้างความพอใจให้กับผู้เรียนอีกด้วย
4. การจูงใจ ( Motivation )ได้แก่การเรียงแบบฝึกหัดจากง่ายไปหายากและจากแบบฝึกหัดที่สั้นไปสู่ที่ยาวขึ้น ทั้งนี้เรื่องที่จะนำมาสร้างแบบฝึกควรมีหลายรสและหลายรูปแบบตลอดจนมีภาพประกอบเรื่องเพื่อเร้าความสนใจของนักเรียนมากขึ้น
กรมวิชาการ ( 2543 : 20 ) ได้นำเสนอไว้ว่า “การเรียนรู้เป็นกระบวนการของการตอบสนองต่อสิ่งเร้า เช่นแนวคิดของธอร์นไดด์ เชื่อว่าการเรียนรู้จะเกิดขึ้นเมื่อมีสิ่งเร้ามาเร้าและผู้เรียนจะเลือกตอบสนองจนเป็นที่พอใจของผู้เรียน การตอบสนองใดไม่พึงพอใจก็จะถูกตัดทิ้งไป แนวคิดนี้มีอิทธิพลต่อการจัดการเรียนการสอนของไทยมานาน นับตั้งแต่ไทยรับความคิดทางการศึกษามาจากสหรัฐอเมริกา”
จากที่กล่าวมาข้างต้น ทำให้ทราบว่าการสร้างแบบฝึกจะต้องคำนึงถึงจิตวิทยาเพื่อให้ได้แบบฝึกที่เหมาะสมกับวัยและความสามารถของนักเรียน และยังเป็นแนวทางในการจัดกิจกรรมการเรียนการสอน เพื่อให้นักเรียนได้เกิดความพึงพอใจที่จะทำแบบฝึก ครอบคลุมเนื้อหา รูปแบบน่าสนใจ ได้รับประสบการณ์ตรง เหมาะสมกับวัยของผู้เรียน มีความชัดเจนของคำสั่ง และได้ลงมือกระทำเองจนเกิดทัศนคติที่ดีต่อการเรียน และสามารถประเมินผลพัฒนาการของผู้เรียนได้ด้วย ซึ่งจะนำไปสู่ความสำเร็จในด้านการเรียนรู้ได้อย่างมีประสิทธิภาพ
1. การวางเงื่อนไขและการให้รางวัล เป็นการเรียนรู้โดยสร้างความสัมพันธ์เชื่อมโยงระหว่างสิ่งเร้า อาจมีผลทำให้เกิดการตอบสนองที่ทำให้เจตคติเปลี่ยนแปลงไป
2. ทฤษฎีเกี่ยวกับเครื่องล่อ และความขัดแย้งในใจ ซึ่งจะมีส่วนเกี่ยวข้องกับการเปลี่ยนแปลงเจตคติ เพราะเป็นการมองเจตคติในความรู้สึก บวกและลบ
3. การเปลี่ยนเจตคติ โดยใช้สารเป็นสื่อชักชวน เพื่อให้เกิดความเชื่อ เพื่อจะได้ปฏิบัติตาม
นอกจากนี้ การเสริมสร้างและพัฒนาเจตคติตามแนวทางของ สุณีย์ ธีรดากร ( 2534 ) ได้กล่าวไว้ดังนี้
1. ให้ความรู้และความเข้าใจที่ถูกต้องจนเกิดการเรียนรู้
2. จัดประสบการณ์ที่สร้างความพึงพอใจให้เกิดขึ้นกับนักเรียน
3. เป็นแบบอย่างที่ดีแก่นักเรียน
5. ให้นักเรียนเกิดความสำเร็จในการเขียน จะช่วยให้เกิดความภาคภูมิใจ
กล่าวโดยสรุป การเสริมสร้างและพัฒนาเจตคติเป็นหน้าที่ของครูที่จะเร้าหรือกระตุ้นให้นักเรียนเกิดความสนใจเพื่อให้ประสบความสำเร็จในการเขียนอาจมีรางวัลเป็นเงื่อนไขที่จะเร้าให้นักเรียนเดินทางไปสู่จุดมุ่งหมายที่ต้องการ
เอกสารที่เกี่ยวข้องกับการกำหนดเกณฑ์ในการหาประสิทธิภาพของแบบฝึก
อนุวัติ คูณแก้ว ( 2546 : 58 ) กล่าวถึงการรหาประสิทธิภาพของสื่อการสอน ดังนี้ การหาประสิทธิภาพของสื่อการสอน เป็นการหาคุณภาพของสื่อการสอนที่ผู้วิจัยสร้างขึ้น โดยผู้วิจัยจะให้นักเรียนทำแบบฝึกหัดและแบบทดสอบหลังเรียน แล้วนำคะแนนของนักเรียนทั้งหมดมาคิดเป็นค่าร้อยละ เพื่อนำไปเปรียบเทียบกับเกณฑ์ที่ผู้วิจัยได้กำหนดไว้ ซึ่งอาจจะเริ่มจาก 70/70 หรือ 80/80 ก็ได้ หรือ จะกำหนดให้มากกว่าหรือน้อยกว่านี้ก็ได้ โดยผู้วิจัยต้องคำนึงถึงลักษณะของวิชาเหล่านั้นด้วย ความหมายของ 80/80 คือ
80 ตัวแรก หมายถึง ค่าเฉลี่ยของผลรวมของคะแนนที่นักเรียนทั้งหมดทำแบบฝึกหัดระหว่างเรียน คิดเป็นร้อยละ 80 ขึ้นไป
80 ตัวหลัง หมายถึง ค่าเฉลี่ยของผลรวมของคะแนนที่นักเรียนทั้งหมดทำแบบทดสอบหลังเรียน คิดเป็นร้อยละ 80 ขึ้นไป
สูตรการหาประสิทธิภาพของสื่อการสอน
E 1 =
E 2 =

เมื่อ E 1 แทน ค่าเฉลี่ยของคะแนนแบบฝึกหัดระหว่างเรียน
ที่คิดเป็นร้อยละ
E 2 แทน ค่าเฉลี่ยของคะแนนสอบหลังเรียนที่คิดเป็นร้อยละ
แทน คะแนนรวมของนักเรียนจากการทำแบบฝึกหัด
ระหว่างเรียน
แทน คะแนนรวมของนักเรียนจากการทำแบบทดสอบ
หลังเรียน
N แทน จำนวนนักเรียน
A แทน คะแนนเต็มของแบบฝึกหัดระหว่างเรียน
B แทน คะแนนเต็มของแบบทดสอบหลังเรียน

อารีวรรณ ลุยะราช ( 2538 : 6 ) กล่าวถึงเกณฑ์และการกำหนดเกณฑ์ในการหาประสิทธิภาพ ดังนี้ การกำหนดเกณฑ์ประสิทธิภาพกระทำได้โดยการประเมินผลพฤติกรรมของผู้เรียน 2 ประเภท คือ พฤติกรรมต่อเนื่อง ( กระบวนการ ) และพฤติกรรมขั้นสุดท้าย ( ผลลัพธ์ )โดยกำหนดค่าประสิทธิภาพ E1 ( ประสิทธิภาพของกระบวนการ ) และ E2 ( ประสิทธิภาพของผลลัพธ์ ) และอธิบายวิธีคำนวณหาค่าของ E1 / E2 ไว้ว่าค่า E2 คำนวณได้โดยเอาคะแนนทดสอบหลังเรียนของนักเรียนทั้งหมดรวมกัน หาค่าเฉลี่ยแล้วเทียบส่วนร้อยละ เพื่อหาค่าร้อยละ สำหรับค่า E1 คือค่าประสิทธิภาพของงานหรือแบบฝึกนั้น กระทำได้โดยเอาคะแนนงานทุกขั้นของนักเรียนแต่ละคนมารวมกันแล้วหาค่าเฉลี่ยและเทียบส่วนเป็นร้อยละ การกำหนด E1 / E2 ให้มีค่าเท่านั้น ควรพิจารณาตามความเหมาะสม โดยปกติเนื้อหาเป็นความรู้ความจำ มักตั้ง 80/80, 85/85 หรือ 90/90 ส่วนเนื้อหาที่เป็นทักษะอาจตั้งไว้ต่ำกว่าเกณฑ์นี้
ประโยชน์ของแบบฝึก
รัชนี ศรีไพรวรรณ ( 2517:189 ) ได้กล่าวถึงประโยชน์ของแบบฝึกไว้ว่า
1. ทำให้เข้าใจบทเรียนดีขึ้น เพราะเป็นเครื่องอำนวยประโยชน์ในการเรียนรู้
2. ทำให้ครูทราบความเข้าใจของนักเรียนที่มีต่อบทเรียน
3. ฝึกให้เด็กมีความเชื่อมั่นและสามารถประเมินผลของตนเองได้
4. ฝึกให้เด็กทำงานตามลำพัง โดยมีความรับผิดชอบในงานที่ได้รับมอบหมาย
Petty ( ยุพา ยิ้มพงษ์ , 2522 : 18 ) ได้กล่าวถึงประโยชน์ของแบบฝึกไว้ดังนี้
1. เป็นส่วนเพิ่มเติมหรือเสริมหนังสือเรียนในการเรียนทักษะ เป็นอุปกรณ์การสอนที่ช่วยลดภาระ
ครูได้มาก เพราะแบบฝึกเป็นสิ่งที่จัดทำขึ้นอย่างเป็นระบบและมีระเบียบ
2. ช่วยเสริมทักษะ แบบฝึกหัดเป็นเครื่องมือที่ช่วยเด็กในการฝึกทักษะ แต่ทั้งนี้ต้องอาศัยการส่ง
เสริมและความเอาใจใส่จากครูผู้สอนด้วย
3. ช่วยในเรื่องความแตกต่างระหว่างบุคคล เนื่องจากเด็กมีความสามารถทางภาษาแตกต่างกันการ
ทำให้เด็กทำแบบฝึกหัดที่เหมาะสมกับความสามารถของเขา จะช่วยให้เด็กประสบความสำเร็จในด้านจิตใจมากขึ้น ดังนั้นแบบฝึกหัดจึงไม่ใช่สมุดฝึกที่ครูจะให้แก่เด็กบทต่อบท หรือหน้าต่อหน้า แต่เป็นแหล่งประสบการณ์เฉพาะสำหรับเด็กที่ต้องการความช่วยเหลือพิเศษ และเป็นเครื่องมือช่วยที่มีค่าของครูที่จะสนองความต้องการเป็นรายบุคคลในชั้น
4. แบบฝึกหัดช่วยเสริมให้ทักษะคงทน ลักษณะการฝึกเพื่อช่วยให้เกิดผลดังกล่าวได้แก่
1) ฝึกทันทีหลังจากที่เด็กได้เรียนรู้ในเรื่องนั้นๆ
2) ฝึกซ้ำหลายๆครั้ง
3) เน้นเฉพาะในเรื่องที่ผิด
5. แบบฝึกหัดที่ใช้จะเป็นเครื่องมือวัดผลการเรียนหลังจากจบบทเรียนในแต่ละครั้ง
6. แบบฝึกหัดที่จัดทำขึ้นเป็นรูปเล่มเด็กสามารถเก็บรักษาไว้ใช้เป็นแนวทางเพื่อทบทวนด้วยตน
เองได้ต่อไป 7. การให้เด็กทำแบบฝึกหัดช่วยให้ครูมองเห็นจุดเด่นหรือปัญหาต่างๆของเด็กได้ชัดเจน ซึ่งจะช่วยให้ครูดำเนินการปรับปรุงแก้ไขปัญหานั้นๆได้ทันท่วงที
8. แบบฝึกที่จัดขึ้นนอกเหนือจากที่มีอยู่ในหนังสือเรียนจะช่วยให้เด็กได้ฝึกฝนอย่างเต็มที
9. แบบฝึกที่จัดพิมพ์ไว้เรียบร้อยแล้ว จะช่วยทำให้ครูประหยัดทั้งแรงงานและเวลาในการที่จะ
ต้องเตรียมสร้างแบบฝึกอยู่เสมอ ในด้านผู้เรียนก็ไม่ต้องเสียเวลาในการลอกแบบฝึกหัดจากตำราเรียนหรือกระดานดำทำให้มีเวลาและโอกาสได้ฝึกฝนทักษะต่างๆมากขึ้น
10. แบบฝึกช่วยประหยัดค่าใช้จ่าย เพราะการจัดพิมพ์ขึ้นเป็นรูปเล่มที่แน่นอน ย่อมลงทุนต่ำกว่า
การที่จะใช้วิธีพิมพ์ลงกระดาษไขทุกครั้งไป นอกจากนี้ยังมีประโยชน์ในการที่ผู้เรียนสามรถบันทึกและมองเห็นความก้าวหน้าของตนเองได้อย่างมีระบบและเป็นระเบียบ
2.3 หลักในการฝึกทักษะ
1. การฝึกทักษะควรทำหลังจากนักเรียนมีความรู้ ความเข้าใจในเรื่องต่างๆแล้ว
2. ฝึกทักษะตามความต้องการของผู้เรียน ให้ผู้เรียนเห็นคุณค่าและประโยชน์ในการฝึก
3. การฝึกควรให้เหมาะสมกับความสามารถของผู้เรียนแต่ละคน ดังนั้นนักเรียนทุกคนไม่จำเป็น
ต้องได้รับการฝึกแบบเดียว
4. การทำแบบฝึกนั้น ควรจะฝึกเฉพาะเรื่องและให้จบในเรื่องนั้นๆก่อนจึงจะฝึกเรื่องต่อไป
5. การฝึกไม่ควรให้ซ้ำซากจนน่าเบื่อ ควรจะฝึกเพื่อให้เกิดทักษะหรือความชำนาญ
6. ใช้เวลาในการฝึกทักษะพอสมควร ไม่มากหรือน้อยเกินไป ฝึกทักษะเฉพาะเรื่องที่เป็น
ประโยชน์จริงๆ
7. ควรใช้กิจกรรมหลายๆแบบ และฝึกหลายๆครั้ง ในแต่ละทักษะ
8. การฝึกให้ได้ผลดีต้องเป็นรายบุคคล
9. แบบฝึกควรมีมาตรฐาน จัดให้เหมาะสม มีคำตอบที่ถูกต้อง ให้คำตอบกับผู้เรียนได้ตรวจสอบ
10. ควรจะได้คะแนนในการทำแบบฝึกหัดแต่ละครั้ง เพื่อวัดความก้าวหน้า
การเรียนรู้แบบใหม่
บทบาทของครูผู้สอน
• ครูต้องปรับทัศนคติที่มีต่อการเรียนการสอนใหม่ ให้ยอมรับกระบวนการเรียน การสอนที่เน้นผู้เรียนเป็นศูนย์กลางให้ได้ ซึ่งจะทำให้การเรียน การสอนได้ประโยชน์ทั้งผู้เรียนและผู้สอน เพราะครูจะเป็นผู้ถ่ายทอดอุดมการณ์ที่ดีให้นิสิต นักศึกษาต่อไป
• ครูต้องเปลี่ยนบทบาทจากเดิม เพราะครูเป็นบุคคลสำคัญในการจัดระบบการเรียนรู้ให้ผู้เรียนคิด วิเคราะห์เป็น รู้จักคิด รู้วิธีการเรียน เพื่อการสามารถค้นคว้าด้วยตนเอง
• ครูต้องเป็นคนจัดหาสารสนเทศให้ผู้เรียนได้ทางเลือกที่เหมาะสม หรือต้องสามารถใช้ประโยชน์จากเทคโนโลยีซึ่งช่วยให้การสอนมีประสิทธิภาพ
• ครูต้องค้นคว้าวิจัยให้ได้รูปแบบวิธีการสอนที่เหมาะสมกับสถานการณ์
• ครูต้องใจกว้างเพราะผู้เรียนมีอิสระในการรับความคิดเห็นจากครู
บทบาทของผู้เรียน
• ผู้เรียนต้องมีความรับผิดชอบในชีวิตตนเอง และมีเป้าหมายในการศึกษา เพื่อให้ผู้เรียนสามารถกิจกรรมต่างๆ ได้สำเร็จ เพราะผู้เรียนจะได้รับอิสระ จากครูมากขึ้น
• ผู้เรียนต้องมีความกระตือรือร้น ขวนขวาย ในการแสวงหาความรู้เพื่อไปให้ถึงเป้าหมายที่ตั้งไว้
• ผู้เรียนต้องตระหนักในความซื่อสัตย์อย่างยิ่งทั้งต่อตนเองและผู้อื่น
• ผู้เรียนต้องปรับตัวให้สามารถแสวงหาความรู้ และค้นคว้าด้วยตัวเองมากขึ้น โดยเฉพาะการใช้ทักษะใหม่เกี่ยวกับการสืบค้นข้อมูลด้วยเทคโนโลยีที่ทันสมัย
• ผู้เรียนต้องมีความช่างสังเกต ช่างคิด เพื่อให้สามารถนำความรู้ที่ได้รับมาพัฒนาในลักษณะการต่อยอดความรู้เดิมให้เกิดเป็นความรู้ใหม่เพื่อพัฒนาต่อไป
ที่มา: ไพฑูรย์ สินลารัตน์. รายงานการวิจัยเอกสารเรื่อง "การพัฒนากระบวนการเรียนรู้ในระดับบัณฑิตศึกษา", สิงหาคม 2543
สื่อการเรียนการสอน หมายถึง ตัวกลางที่ใช้ถ่ายทอดความรู้ ความคิด ตลอดจนทักษะต่าง ๆ สื่อที่ใช้อาจเป็นวัตถุ สิ่งของ มีตัวตน หรืออาจเป็นสิ่งที่ไม่มีตัวตนก็ได้
สนั่น ปัทมะทิน ได้ให้ความหมายของคำว่า “ สื่อการเรียนการสอน ” ว่าหมายถึง สื่อที่มุ่งเน้นการนำไปใช้ทาง ด้านการเรียนการสอน ทั้งในห้องเรียนและนอกห้องเรียน เช่น การใช้สไลด์และภาพยนต์ ประกอบการสอน การใช้ตำรา รายการ วิทยุ และบทเรียนโปรแกรม เป็นต้น

พจนานุกรมฉบับราชบัณฑิตยสถาน พ.ศ. 2525 ได้ให้ความหมายว่า สื่อ (กริยา) ทำการติดต่อให้ถึงกัน ชักนำให้รู้จักกัน (นาม) ผู้หรือสิ่งของที่ทำให้การติดต่อถึงกัน ชักนำให้รู้จักกัน

วรรณา เจียมฑะวงษ์ ได้ให้ความหมายของสื่อการเรียนการสอน ว่า หมายถึงสิ่งใดก็ตามที่เป็นตัวกลาง นำความรู้ไปสู่ผู้เรียนและทำให้การเรียนการสอนนั้นเป็นไปตามวัตถุประสงค์ที่วางไว้เป็นอย่างดี

ทุกสิ่งทุกอย่างสามารถนำมาใช้ในการเรียนการสอนได้ เช่น
1. วัตถุ สิ่งของตามธรรมชาติ ต้นไม้ สัตว์ แร่ หิน ดิน ทราย
2. ปรากฏการณ์ธรรมชาติ ลม ฝน ฟ้าแลบ ฟ้าร้อง
3. วัตถุสิ่งของที่คิดประดิษฐ์ หรือสร้างขึ้นสำหรับการเรียนการสอน เช่น แผนภาพ หุ่นจำลอง กระดานชอล์ค ฯลฯ
4. คำพูด ภาษาท่าทาง การยิ้ม การแสดงอารมณ์โกรธ
5. วัสดุ และเครื่องมือการสื่อสารต่าง ๆ เช่น วิทยุ เทป แผ่นเสียง ภาพยนตร์
6. กิจกรรม หรือกระบวนการถ่ายทอดความรู้ต่าง ๆ เช่น การศึกษานอกสถานที่ การสาธิต การแสดง นิทรรศการ การปฏิบัติงาน การแลกเปลี่ยนความคิดเห็น ฯลฯ


1. จับยึดประสบการณ์ เหตุการณ์ กิจกรรม การกระทำต่าง ๆ ที่เกิดขึ้น สามารถเก็บประสบการณ์ ต่างๆไว้เพื่อนำมาศึกษา เช่น การบันทึกเสียง ถ่ายภาพยนตร์ การพิมพ์ เป็นต้น
2. ดัดแปลงปรุงแต่ง แปลงรูปของเหตุการณ์หรือวัตถุ เพื่อนำมา ศึกษาให้เข้าใจง่ายขึ้น เช่น ย่อให้มีขนาดเล็ก ขยายให้ใหญ่ ช้าทำให้เร็ว เร็วทำให้ช้า ไกลทำให้ใกล้ เป็นต้น
3. การขยายจ่ายแจก หรือทำสำเนาได้จำนวนมาก เข้าถึงคนเป็นจำนวนมากพร้อมกัน


1.คุณค่าด้านวิชาการ
1.1 ทำให้ผู้เรียนได้รับประสบการณ์ตรง และเรียนรู้ได้มากกว่าที่ไม่ใช้สื่อการสอน
1.2 ลักษณะที่เป็นรูปธรรมของสื่อการสอน ช่วยทำให้ผู้เรียนเข้าใจความหมายของสิ่งต่าง ๆ ได้ดีขึ้น และยังช่วยส่งเสริมด้านความคิดและการแก้ปัญหาอีกด้วย
1.3 สื่อการสอนให้ประสบการณ์ที่เป็นจริงแก่ผู้เรียน ทำให้ผู้เรียน เรียนรู้อย่างถูกต้อง ทั้งยังช่วยให้ผู้เรียนจดจำเรื่องราวต่าง ๆ ได้มาก และจำได้นาน
1.4 สื่อการสอนบางชนิด เช่น ภาพยนตร์ ภาพนิ่ง จะช่วยเร่งทักษะในการเรียนรู้
2. คุณค่าทางด้านจิตวิทยาการเรียนรู้
2.1 สื่อการสอนทำให้ผู้เรียนเกิดความสนใจ และต้องการเรียนรู้สิ่งต่าง ๆ มากขึ้น เช่น การอ่าน ความคิดริเริ่มสร้างสรรค์ จินตนาการ เจตคติ การแก้ปัญหาและความซาบซึ้งในคุณค่าศิลป
2.2 สื่อการสอนทำให้ผู้เรียนเกิดความคิดรวบยอดเป็นอย่างเดียวกัน ทั้งมีเจตคติที่ดีต่อการเรียนด้วย
2.3 สื่อการสอนเร้าให้ผู้เรียนเกิดความพอใจและยั่วยุให้กระทำกิจกรรมด้วยตนเอง
3. คุณค่าทางด้านเศรษฐกิจการศึกษา
3.1 สื่อการสอนช่วยให้นักเรียนที่เรียนช้า เรียนได้เร็วและมากขึ้น ส่วนนักเรียนที่ฉลาดก็จะเรียนรู้ได้มาก ขึ้นไปอีก
3.2 การสอนโดยการอธิบายเพียงอย่างเดียว เป็นการสิ้นเปลืองเวลา และเด็กจะลืมได้ง่าย ถ้าใช้สื่อการสอนนะช่วยขจัดความสิ้นเปลือง และยังช่วยให้ครูที่สอนดีอยู่แล้วสอนได้ดียิ่งขึ้น
3.3 สื่อการสอนช่วยประหยัดคำพูดและเวลาของครู และยังช่วยประหยัดเวลาของนักเรียนทำให้มีเวลาเหลือ สำหรับศึกษาบทเรียนอื่นต่อไป
3.4 สื่อการสอนช่วยขจัดปัญหาเรื่องสถานที่ เวลาและระยะทาง เช่น สามารถนำสิ่งที่เกิดขึ้นในอดีต มาศึกษาได้ สามารถนำสิ่งที่อยู่ไกลเกินไป มาศึกษาได้ สามารถนำสิ่งที่ลี้ลับมาศึกษาได้
3.5 สื่อการสอนช่วยลดการตกซ้ำชั้นของนักเรียนได้จำนวนมาก

Dr.Edgar dale ได้กล่าวถึงค่าของสื่อไว้ดังนี้

1. เป็นเครื่องสร้างฐานที่เป็นรูปธรรมแก่ความคิดรวบยอด
2. เป็นสิ่งที่สร้างความสนใจแก่นักเรียนเป็นอย่างสูง
3. ทำให้การเรียนมีความคงทนถาวร
4. ให้ประสบการณ์ที่เป็นจริง
5. พัฒนาความต่อเนื่องของความคิด
6. ช่วยให้ความหมายงอกเงยขึ้นเรื่อยๆ
7. ให้ประสบการณ์ซึ่งไม่สามารถได้รับโดยวิธีอื่นๆ


สื่อการเรียนการสอนจำแนกตามลักษณะภายนอกและคุณสมบัติเป็น 3 ประเภท ดังนี้
1. สื่อที่ไม่ต้องฉาย เช่น ป้ายนิเทศ แผนภาพ ของจริง ของตัวอย่าง ของเลียนแบบ ภาพพริก แผนสถิติ เป็นต้น
2. สื่อที่ต้องฉาย เช่น สไลด์ประเภทต่าง ๆ ฟิล์มสตริป ภาพโปร่งใส ภาพยนตร์ วีดิทัศน์ ฟิล์มลูฟ เป็นต้น
3. สื่อที่เกี่ยวข้องกับเสียง เช่น เครื่องบันทึกเสียงเครื่องรับวิทยุ เครื่องรับวิทยุ เครื่องขยายเสียงเป็นต้น

เอ็ดการ์ เดล (Edgar Dale)
ได้จำแนกประสบการณ์ทางการศึกษาไว้ 10 ประเภทและจัดเป็นลำดับประสบการณ์ไว้ 10 ลำดับ ดังนี้
1. ประสบการณ์ตรงและมีความมุ่งหมาย ประสบการณ์ขั้นนี้เป็นรากฐานสำคัญของการศึกษาทั้งปวง เป็นประสบการณ์ที่ผู้เรียนได้รับมาจากความเป็นจริงและด้วยตัวเองโดยตรง ผู้รับประสบการณ์นี้จะได้เห็น ได้จับ ได้ทำ ได้รู้สึกและได้ดมกลิ่นจากของจริง ดังนั้นสื่อการสอนที่ให้ประสบการณ์การเรียนรู้ในขั้นนี้ก็คือของจริง หรือ ความเป็นจริงในชีวิตคนเรา
2. ประสบการณ์จำลอง ในโลกเราไม่สามารำเรียนรู้ได้หมดจากประสบการณ์ตรงในชีวิต บางกรณีก็อยู่ในอดีต หรือซับซ้อนเร้นลับ หรือเป็นการเสี่ยงอันตราย หรือไม่สะดวกต่อการเรียนรู้จากประสบการณ์จริง จึงได้มีการ จำลองต่าง ๆ เหล่านั้นมาเพื่อการศึกษา
3. ประสบการณ์นาฏการ ประสบการณ์ต่าง ๆ ของคนเรามีหลายสิ่งหลายอย่างที่เราไม่สามารถประสบได้ด้วย ตนเอง เช่น เรื่องราวในวรรณคดี เหตุการณ์ในอดีต การเรียนในเรื่องที่มีปัญหาเกี่ยวกับสถานที่ หรือเรื่องธรรมชาติ ที่เป็นนามธรรม การแสดงละครจะช่วยให้เราได้เข้าใกล้ความเป็นจริงมากที่สุด เช่น ฉาก เครื่องแต่งตัว เครื่องมือ หุ่นต่าง ๆ เป็นต้น
4. การสาธิต คือ การอธิบายถึงข้อเท็จจริงหรือแบ่งความคิด หรือกระบวนการต่างๆให้ผู้ฟังแลเห็นไปด้วย เช่น ครูวิทยาศาสตร์เตรียมก๊าซออกซิเจนให้นักเรียนดู
5. การศึกษานอกสถานที่ เป็นการพานักเรียนไปศึกษานอกสถานที่ เป็นการสร้างเสริมประสบการณ์ชีวิตเพื่อให้ นักเรียนได้เรียนจากแหล่งข้อมูล แหล่งความรู้ที่มีอยู่จริงภายนอกห้องเรียน ดังนั้นการศึกษานอกสถานที่จึงเป็น วิธีการหนึ่งที่เป็นสื่อกลางให้นักเรียนได้เรียนจากของจริง
6. นิทรรศการ นิทรรศการมีความหมายที่กว้างขวาง เพราะหมายถึง การจัดแสดงสิ่งต่าง ๆ เพื่อให้ความรู้แก่ผู้เข้า ชม ดังนั้นนิทรรศการจึงเป็นการรวมสื่อต่าง ๆ มากมายหลายชนิด การจัดนิทรรศการที่ให้ผู้เรียนมามีส่วนร่วม ในการจัด จะส่งเสริมให้ผู้เรียนได้มีโอกาสคิดสร้างสรรค์ มีส่วนร่วม และได้รับข้อมูลย้อนกลับด้วยตัวของเขาเอง
7. โทรทัศน์และภาพยนตร์ โทรทัศน์เป็นสื่อการสอนที่มีบทบาทมากในปัจจุบัน เพราะได้เห็นทั้งภาพและได้ยิน เสียงในเวลาเดียวกัน และยังสามารถแพร่และถ่ายทอดเหตุการณ์ที่กำลังเกิดขึ้นได้ด้วย นอกจากนั้นโทรทัศน์ยัง มีหลายรูปแบบ เช่น โทรทัศน์วงจรปิด ซึ่งโรงเรียนสามารถนำมาใช้ในการเรียนการสอนได้เป็นอย่างดี
8. ภาพนิ่ง การบันทึกเสียงและวิทยุ เช่น ภาพถ่าย เทปและแผ่นเสียง ภาพวาด หรือภาพในสิ่งพิมพ์ต่าง ๆ
9. ทัศนสัญลักษณ์ เช่น แผนภูมิ แผนที่ ภาพโฆษณา การ์ตูน เป็นต้น สื่อเหล่านี้เป็นสื่อที่มีลักษณะเป็นสัญลักษณ์ สำหรับถ่ายทอดความหมายให้เข้าใจได้รวดเร็วขึ้น
10. วจนสัญลักษณ์ เช่น ตัวหนังสือ เสียงพูด จัดว่าเป็นสื่อนามธรรมมากที่สุด ไม่มีความเป็นรูปธรรมของสื่อประเภทนี้จะไม่คงเหลืออยู่เลย แต่เราก็ได้ใช้ประโยชน์จากสื่อกประเภทนี้มาก เพราะต้องใช้ในการสื่อความหมายอยู่ตลอดเวลา
Edgar Dale ได้จำแนกประสบการณ์การเรียนรู้ออกเป็นรูปกรวยคว่ำ ซึ่งเรียกว่า กรวยประสบการณ์ โดยถือหลักความ ต่อเนื่อง ระหว่างประสบการณ์รูปธรรมและนามธรรมคือจัดประสบการณ์จริงที่เป็นรูปธรรมมากที่สุดไว้ที่ฐานกรวยแล้วเรียง ประสบการณ์ที่เป็นนามธรรมเพิ่มขึ้นไปจนถึงยอดกรวยซึ่งมีลักษณะเป็นนามธรรมมากที่สุด คือ ประสบการณ์ที่ได้จากตัวหนังสือ และคำพูด ซึ่งถ้าสังเกตให้ดีจะเห็นว่าเป็นสื่อประเภทเบาและประเภทเทคนิค ทั้งสิ้น



ในการใช้สื่อการสอนเพื่อประกอบการเรียนการสอนให้ได้ผลดีนั้น ครูผู้สอนจะต้องมีความรู้เกี่ยวกับเทคนิคการสอน และเครื่องมือหรือวัสดุอุปกรณ์ ดังนั้นเพื่อให้การเรียนการสอนเกิดผลดี ครูจึงควรมีหลักเกณฑ์ในการปฏิบัติเป็นขั้นตอน 4 ขั้นตอน ตามลำดับคือ ขั้นเลือก ขั้นเตรียมการใช้ ขั้นแสดง ขั้นติดตามผลการใช้
1. การเลือกสื่อการเรียนการสอน
ความสัมพันธ์กับหลักสูตรหรือเนื้อหา
- สอดคล้องกับจุดประสงค์ของการเรียนการสอนที่ตั้งไว้ให้เข้าใจเนื้อหาได้ดี
- เหมาะสมกับระดับชั้น วุฒิภาวะ และความสามารถของผู้เรียน
- ดึงดูดความสนใจ ทำให้เกิดอารมณ์คล้อยตาม สร้างเจตคติที่ดีได้
- มีเนื้อหาถูกต้องแน่นอน และเป็นจริงให้ประสบการณ์ได้ตามที่ต้องการ
- มีความยาวพอเหมาะไม่เสียเวลาใช้มากเกินไป
- ไม่ซ้ำซาก ควรเปลี่ยนแปลงสื่อบ่อย ๆ
- เหมาะสมกับเวลาและสถานที่ สิ่งอำนวยความสะดวกที่ดี
ความสัมพันธ์ของสื่อกับคุณภาพทางเทคนิค
- ส่วนประกอบมั่นคงแข็งแรง ออกแบบดี ทันสมัย
- สะดวกต่อการใช้ คือ ง่าย น้ำหนักเบา ใช้ง่าย
- ราคาไม่แพงเกินไป
- มีความปลอดภัยในการใช้
- คุณภาพด้านเสียง ภาพ แสง สี และการเคลื่อนไหวน่าพอใจ
- เหมาะสมกับท้องถิ่น ซ่อมแซมได้ง่าย
ความสัมพันธ์กับผู้ใช้
- ครูเข้าใจคุณลักษณะ และข้อจำกัดเป็นอย่างดี
- ครูมีทักษะในการใช้เป็นอย่างดี
- ครูต้องรู้จักนักเรียนกลุ่มเป้าหมาย
- ครูต้องรู้จักสถานที่ สิ่งอำนวยความสะดวกต่าง ๆ ที่มี
2. การเตรียมการใช้สื่อการเรียนการสอน
ผู้สอนต้องเตรียมสื่อการสอน ผู้สอนต้องเตรียมแผนการล่วงหน้าไว้ดังนี้
- พิจารณาคุณค่าและวัตถุประสงค์ของบทเรียน
- พิจารณาความต้องการและความสนใจของนักเรียน
- พิจารณาสิ่งที่เป็นปัญหาในการสอนและการถ่ายทอด
- พิจารณาเลือกสื่อการสอนแต่ละอย่างที่แก้ปัญหาที่ดีที่สุดไว้
- พิจารณาวิธีใช้สื่อการสอนแต่ละอย่างที่ได้ผลดี
- พิจารณาตรวจสอบสื่อการสอนนั้นไว้ล่วงหน้า
ผู้สอนต้องเตรียมนักเรียน ครูต้องเตรียมนักเรียน โดย
- อธิบายให้ผู้เรียนทราบล่วงหน้าว่าจะใช้สื่อการสอนอะไรเพื่ออะไร ที่ไหน เมื่อไร
- อธิบายให้ผู้เรียนทราบล่วงหน้าว่า จะต้องเตรียมการมีส่วนร่วมในระหว่างการใช้สื่อการสอนอย่างไรบ้าง เช่น การคอยสังเกตหรือฟังตรงที่น่าสนใจ การค้นหาคำตอบสำหรับคำถามและเรื่องใหม่
- อธิบายให้ทราบว่ากิจกรรมติดตามผลมีอะไรบ้าง
เตรียมสถานที่หรือชั้นเรียน ครูผู้สอนควรจะได้เตรียมสถานที่ หรือห้องเรียนเพื่อให้สะดวกแก่การใช้สื่อการ สอน โดยควรแยกเตรียมดังนี้
- เตรียมเครื่องอำนวยสะดวกที่คู่ไปกับการใช้ เช่น ม่าน โต๊ะ ปลั้กไฟฟ้า ฯลฯ
- เตรียมการจัดที่นั่ง
- เตรียมการควบคุมแสง
- เตรียมการระบายอากาศ
3. การแสดงสื่อการสอนในชั้นเรียน
หลักจากได้เตรียมการใช้สื่อการสอนเรียบร้อยแล้ว ถึงขั้นการใช้หรือแสดงสื่อการสอนนั้นในห้องเรียน หรือในการจัดกิจกรรมการเรียนการสอน ซึ่งมีหลักที่สำคัญ ๆ ดังนี้
นำสื่อการสอนมาใช้ให้ตรงกับเนื้อหาที่กำหนดไว้โดยให้ผู้เรียนได้มีส่วนร่วมด้วย
ใช้ในเวลาที่เหมาะสมและที่กำหนดไว้
สังเกตการตอบสนองของผู้เรียน
4. การติดตามผลงานการใช้สื่อการสอน
ขั้นสุดท้ายของการนำสื่อการสอนเข้ามาใช้ในห้องเรียนก็คือ ขั้นการติดตามผล ซึ่งมีหลายวิธีด้วยกัน แล้วแต่ครู ผู้สอนจะเลือกใช้ให้เหมาะสม เช่น การตอบคำถาม การอภิปราย การค้นคว้าและทำรายงาน การศึกษานอกสถานที่ เป็นต้น

การติดตามผลมีความมุ่งหมายอยู่ 2 ประการ คือ
เพื่อให้ทราบแน่นอนว่า นักเรียนได้รับความรู้มากน้อยเพียงไร
เพื่อให้นักเรียนขยายความรู้ให้กว้างขวางออกไป
5. การสรุปผลการใช้
อภิปรายถึงสื่อการสอนที่ใช้ไปแล้วโดยละเอียด
ตั้งคำถามสรุปเรื่องเป็นตอน ๆไป
อธิบายถึงสิ่งที่ผู้เรียนสงสัยหรือไม่เข้าใจ
ทดสอบความเข้าใจ ถ้าเห็นสมควร
6. การจัดกิจกรรมต่อเนื่อง
หาวิธีให้ผู้เรียนได้ใช้ความรู้ความเข้าใจจากสิ่งที่ได้เรียนไป
กำหนดกิจกรรมต่อเนื่อง ให้ผู้เรียนทำหลังจากใช้สื่อการสอนเสร็จแล้วเช่น อภิปราย การศึกษาค้นคว้า
ความสำคัญของสื่อการสอน
กระบวนการเรียนการเรียนการสอน สื่อจัดว่าเป็นองค์ประกอบสำคัญอย่างหนึ่งที่ทำให้กระบวนการเรียนการสอนครบบริบูรณ์และยังอาจกล่าวได้ว่าเป็นตัวชี้ถึงประสิทธิภาพของการเรียนการสอนในครั้งนั้นๆอีกด้วย เพราะตัวสื่อจะเป็นตัวการสำคัญที่นำเอาความรู้และประสบการณ์เข้าไปสู่การรับรู้ของผู้เรียน นอกจากนี้สื่อการสอน
- จะช่วยรักษาความคงที่ของเนื้อหา
- สามารถพัฒนากิจกรรมการเรียนในรูปแบบต่างๆได้
- สามารถรวบรวมเป็นระบบเพื่อเป็นเหล่งความรู้ในศูนย์วิทยาบริการของโรงเรียน
ประเภทของสื่อการสอน
สื่อการสอน เป็นเสมือนสะพานเชื่อมระหว่างครูผู้สอนและเนื้อหาที่ครูเตรียมมาเพื่อถ่ายทอดไปสู่ตัวนักเรียน หากองค์ประกอบของสื่อการสอนขาดไปไม่มีช่องทางไดเลยจะถ่ายทอดความรู้และประสบการณ์ให้แก่ผู้เรียนได้
วัสดุ ได้แก่ สื่อที่ผลิตขึ้นโดยใช้วัสดุต่าง เช่น รูปภาพ แผนภูมิ
อุปกรณ์ ได้แก่ บรรดาเครื่องมือ อุปกรณ์สำเร็จรูป ทั้งที่สามารถใช้ได้ด้วยตัวของอุปแกรณ์นั้นๆเอง
วิธีการ ได้แก่ สิ่งที่ใช้เทคนิคเป็นพิเศษเฉพาะ เช่น การจัดกิจกรรมต่างเกณฑ์การศึกษาสื่อเป็นแหล่งรวมของความรู้ ความรู้มี 4 ลักษณะ ได้แก่
1. แหล่งความรู้ที่เกิดจากผู้สอน
2. แหล่งความรู้ที่เกิดจากผู้เรียน
3. แหล่งความรู้ที่เกิดจากสื่อเป็นศูนย์กลาง
4. แหล่งความรู้ที่เกิดจากสิ่งแวดล้อม
หลักการเลือกสื่อการสอน
สื่อการสอนก็จำเป็นต้องคิดอย่างเป็นระบบเช่นเดียวกัน โดยทั่วไปแล้วจะพบว่ามีการเลือกสื่อการสอนโดยระบุชื่อสื่อการสอนโดยตรงชื่อใดชื่อหนึ่งที่ต้องการ ชื่ออาจไม่ถูกต้องนัก การเรียนและคุณสมบัติของผู้เรียนด้วย ทั้งนี้เพราะสื่อแต่ละอย่างมีศักยภาพในตัวของมันเองแตกต่างกัน
การใช้สื่ออย่างสร้างสรรค์
คำว่าสร้างสรรค์เป็นคำที่ได้ยินกันคุ้นหูจนหน้าจะเชื่อได้ทั้งผู้พูดและผู้ฟังความหมายของคำนี้เป็นอย่างดี สื่อการสอนเป็นแหล่งความรู้ ซึ่งสามารถ แบ่งแหล่งความรู้ได้เป็น 4 ประเภทดังนี้1. แหล่งความรู้ที่มีครูผู้สอนเป็นสำคัญ
2. แหล่งความรู้ที่มีนักเรียนเป็นสำคัญ
3. แหล่งความรู้ที่มีสื่อเป็นสำคัญ
4. แหล่งความรูที่มีสิ่งแวดล้อมเป็นสำคัญ
การใช้สื่ออย่างสร้างสรรค์
การสร้างสรรค์เป็นคำที่มีความหมายครอบคลุมพฤติกรรมต่างที่สามารถรับรู้ได้ด้วยประสาทสัมผัสทั้ง 5 ของมนุษย์ ฉนั้นจึงสามารถนำคำว่าสร้างสรรค์ไปเกี่ยวข้องกับเนื้อหาสาระอื่นๆได้อย่างกว้างขวาง สำหรับในแนวทางของเทคโนโลยีการสื่อสารการสร้างสรรค์จำแนกออกได้ 2 ลักษณะ
1. การสร้างสรรค์ในการผลิตพัฒนาสื่อได้แก่ การสร้างสื่อขึ้นแล้วพัฒนาตัวสื่อให้มีความแตกต่างแปลกไปจากเดิม
2. การสร้างสรรค์หรือการพัฒนาสื่อได้แก่ การเลือกสื่อที่อาจผลิตไว้แล้วตามกรณีที่
ข้อมูลถูกต้องพร้อมส่ง

2.1.1 ลำดับขั้นการสอนคณิตศาสตร์ http//secondary.kku.ac.th
การเรียนการสอนคณิตศาสตร์ในปัจจุบันมีสถาบันส่งเสริมการสอนวิทยาศาสตร์ และเทคโนโลยี (สสวท.) เป็นผู้รับผิดชอบกำหนดเนื้อหาและวิธีการเรียนการสอนเป็นคู่มือคณิตศาสตร์ ซึ่งได้วางแผนผังการสอนคณิตศาสตร์ดังแผนภูมิต่อไปนี้ (กระทรวงศึกษาธิการ, 2531)



1. …… ทบทวนพื้นฐานความรู้เดิม

สอนเนื้อหาใหม่

จัดกิจกรรม จัดกิจกรรม ใช้สัญลักษณ์
2. ……. โดยใช้ของจริง โดยใช้รูปภาพ

นักเรียน ไม่เข้าใจ
เข้าใจหรือไม่

เข้าใจ

3. ……. ช่วยกันสรุปเป็นวิธีลัด

4. ……. ฝึกทักษะจากหนังสือเรียน
บัตรงาน ฯลฯ

5. ……. นำความรู้ไปใช้

6. ……. การประเมินผล

ผ่าน ไม่ผ่าน สอนซ่อมเสริม
หรือไม่

ผ่าน

สอนเนื้อหาต่อไป


ภาพประกอบที่ 1 แผนภูมิการสอนคณิตศาสตร์ตามแนวการสอนของ สสวท.

จากแผนภูมิการสอนคณิตศาสตร์ตามแนวการสอนของ สสวท. จัดเป็นลำดับขั้นดังนี้
1. ขั้นทบทวนความรู้เดิม เพื่อนำความรู้เดิมที่ผู้เรียนได้เรียนมาก่อนแล้ว มาเป็นพื้นฐานในการศึกษาหาความรู้ใหม่ เป็นการเชื่อมโยงความรู้เก่าและความรู้ใหม่
2. ขั้นจัดกิจกรรมในชั้นเรียนเพื่อนำเข้าสู่บทเรียน
2.1 ขั้นของจริง เป็นขั้นที่พยายามนำรูปธรรมมาใช้เพื่อให้นักเรียนสามารถสรุปไปสู่นามธรรม
2.2 ขั้นรูปภาพ ครูเปลี่ยนเครื่องช่วยคิดจากของจริงมาเป็นภาพ
2.3 ขั้นสัญลักษณ์ หลังจากที่นักเรียนเรียนรู้จากขั้นที่ใช้ของจริง หรือภาพประกอบการสอนแล้ว ครูอธิบายโดยใช้สัญลักษณ์
3. ขั้นสรุปไปสู่วิธีลัด เพื่อความสะดวกในการนำไปใช้ครั้งต่อไป
4. ขั้นฝึกทักษะเมื่อนักเรียนเข้าใจวิธีลัดแล้ว จึงให้นักเรียนฝึกทักษะด้วยการทำแบบฝึกหัดจากแบบเรียนหรือจากบัตรงาน
5. ขั้นนำความรู้ไปใช้ในชีวิตประจำวัน และใช้ในวิชาอื่นที่เกี่ยวข้อง ให้นักเรียนทำโจทย์ปัญหาหรือทำกิจกรรมที่มีประสบในชีวิตประจำวัน
6. ขั้นประเมินผล เป็นการตรวจสอบเพื่อวัดระดับความสามารถของนักเรียนในการผ่านเกณฑ์ที่กำหนด เพื่อการซ่อมเสริมกับนักเรียนที่ไม่ผ่านและเพื่อการสอนเนื้อหาใหม่ต่อไป
เสาวณี ภักดีณรงค์ครูร.ร.บ้านสำโรง-โคกเพชร













สรุปแนวคิดเพื่อการดำเนินงาน
ขั้นวางแผน ขั้นดำเนินการพัฒนา ขั้นนำไปใช้ ขั้นประเมินผล


















เสาวณี
2008-03-20 13:26:42 IP: 125.26.111.154 คะแนนกระทู้ = 73
ผู้มาเยือน


ความเห็นที่ 1  


บุญมี
        2012-08-15 20:44:58 IP: 110.164.76.233
ผู้มาเยือน

ความเห็นที่ 2  


สมศรี
        2012-08-15 20:46:55 IP: 110.164.76.233
ผู้มาเยือน

ตอบคำถาม แสดงความคิดเห็น
ความคิดเห็น
 
code ** กรุณากรอกหมายเลข 704323
ชื่อผู้ตอบ
Email  * ถ้าไม่มีให้ว่างไว้
เว็บไซต์   * ถ้าไม่มีให้ว่างไว้